ในยุคที่ การเปลี่ยนแปลงทางการเงิน เจอกับ บททดสอบครั้งสำคัญ โดยเฉพาะ กลุ่มชนชั้นแรงงาน เกิดความโกรธแค้น เมื่อผู้นำระดับสูง ผู้มีทรัพย์สินระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เงิน ของประชาชนทั่วไป จนกลายเป็นชนวนเหตุ
จากการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวชื่อดัง รัฐมนตรีคลังคนปัจจุบัน ได้แสดงความหงุดหงิด ถึงกลุ่มคนหนุ่มสาว ที่ใช้เงินไปกับการซื้อล็อตเตอรี่ โดยเขามองว่า "ความไร้เหตุผล" ที่เป็นอุปสรรคต่อความมั่งคั่ง
ทัศนคติเช่นนี้ แสดงออกถึง ความไม่เข้าใจโลกความเป็นจริง ระหว่างคนรวยระดับท็อป กับประชาชนที่ดิ้นรน ทว่าในมุมมองของสังคม สิ่งที่เขามองว่าไร้สาระ อาจเป็นวิธีผ่อนคลายความเครียด ของชนชั้นกลางที่กำลังจะหายไป
รัฐมนตรีคลังรายนี้ สรุปทิ้งท้ายว่า ควรนำเงิน 2 ดอลลาร์ไปสะสมในบัญชีเกษียณ ซึ่งตามตำราเศรษฐศาสตร์ มันคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เงินที่จ่ายไปกับล็อตเตอรี่ ไม่เพียงพอที่จะสร้างกองทุนเลี้ยงชีพ ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่มีไว้ให้สำหรับคนที่มีรายได้เหลือเฟือ แต่สำหรับคนทำงานที่ดิ้นรนกับ ค่ายา คำแนะนำให้ลงทุนสัปดาห์ละ 2 ดอลลาร์ จึงฟังดูเหมือน การไม่เห็นหัว ของคนที่ทำงานหนักที่สุดในสังคม
เรื่องราวที่เกิดขึ้น เป็นบทเรียนสำคัญว่า การบริหารประเทศ ต้องอาศัยมากกว่าความเก่งกาจทางตัวเลข ไม่ใช่การตำหนิพฤติกรรม แต่เป็นการสร้างระบบที่ทุกคนสามารถมีโอกาส หากรัฐบาลยังคง ไม่เข้าใจพื้นฐานชีวิตของคนทำงาน ความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจ จะกลายเป็นรอยร้าวที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ
ในบทสรุป ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน การให้เกียรติในอาชีพ คือสิ่งสำคัญที่สุด เราอาจจะเห็นด้วยกับการลงทุน แต่เราไม่ควรตราหน้าใครว่าโง่ โดยเฉพาะในยุคที่ความกดดันถาโถม here ความฝันในราคา 2 ดอลลาร์ อาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ใครบางคน ก้าวเดินต่อไปได้ในโลกที่แสนโหดร้าย